วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ระบบสุขภาพ ของ Thailand 4.0 : รพ.สต. ยุค ประเทศไทย 4.0 (Hfocus review) เรา Start up แล้วรึยัง


       สธ.หนุนการใช้นวัตกรรมเพื่อปฏิรูประบบการแพทย์และสาธารณสุข เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน พร้อมร่วมเดินหน้านโยบาย Thailand 4.0 พัฒนาประเทศด้วยการเพิ่มมูลค่าทางนวัตกรรม ด้วยเทคโนโลยีและธุรกิจสุขภาพ พัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และการแพทย์แผนไทย ด้วยภูมิปัญญาไทย สร้างมูลค่าเพิ่มด้านการแพทย์ไทย พร้อมทั้งพัฒนาอุตสาหกรรมยา เพื่อลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ เนื่องจากร้อยละ 41 ของ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเป็นค่ายา

นที่ 13 มิถุนายน 2559 ที่อาคารศรีสวรินทิรา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติด้านการแพทย์และสาธารณสุข พ.ศ. 2559 “Innovation in Health” จัดโดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล 
นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายในการปฏิรูประบบสุขภาพของประเทศ ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในปี 2559 เน้นหนัก 3 ด้าน คือ
1.การพัฒนาสุขภาพตามกลุ่มวัย ดูแลตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงการดูแลในระยะสุดท้าย
2.การพัฒนาระบบบริการที่มีคุณภาพมาตรฐาน ประชาชนเข้าถึงบริการได้
และ 3.การพัฒนาระบบบริหารจัดการเพื่อสนับสนุนการบริการ
ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากพหุภาคีและทุกภาคส่วนในสังคม มีการประเมินวัตกรรมและเทคโนโลยี และมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการดูแลสุขภาพประชาชน เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลที่มีประสิทธิภาพ ระบบสุขภาพยั่งยืน โดยเฉพาะการเตรียมการรองรับสังคมผู้สูงอายุ ที่จะมีผู้สูงอายุและผู้พิการเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตั้งเป้าหมายความเป็นเลิศใน 4 ด้าน คือ
1.การส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค (Prevention and Promotion Excellence) ที่เป็นนวัตกรรมสังคม มีหลักการในการให้ความรู้แก่ประชาชน เพื่อดูแลสุขภาพตนเองอย่างถูกต้อง มีสุขภาพดี ซึ่งเป็นหัวใจของการสาธารณสุข
2.ระบบบริการ (Service Excellence) ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเหมาะสมในการดูแลผู้ป่วยทุกระดับ
3.การพัฒนาคน (People Excellence) ฝึกอบรมบุคลากรทุกระดับ
และ 4.ระบบบริหารจัดการ (Governance Excellence) 
หากประสบความสำเร็จทั้ง 4 ด้าน ก็จะเกิดเป็นนวัตกรรมของระบบการแพทย์และสาธารณสุข เป็นตัวอย่างนานาประเทศต่อไป
“กระทรวงสาธารณสุข ประกาศให้โรงพยาบาลทุกแห่งในสังกัดเป็นโรงพยาบาลที่ใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล ซึ่งเป็นนวัตกรรมตามมติของคณะกรรมการระบบยาแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน การใช้ยาทุกชนิดอย่างสมเหตุสมผล โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ จะช่วยลดปัญหาการเกิดเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไข ใน 10 – 20 ปีข้างหน้าจะมีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อดื้อยานับสิบล้านคน ครึ่งหนึ่งอยู่ในเอเชีย รวมทั้งช่วยลดงบประมาณและความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการซื้อยาจากต่างประเทศ” นพ.ปิยะสกล กล่าว
ด้าน นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบาย ประเทศไทยก้าวสู่ Thailand 4.0 พัฒนาประเทศด้วยการเพิ่มมูลค่าทางนวัตกรรม ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข จะมีส่วนช่วยในการสนับสนุนนโยบายนี้ ด้วยเทคโนโลยีและธุรกิจสุขภาพ พัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และการแพทย์แผนไทย ด้วยภูมิปัญญาไทย สร้างมูลค่าเพิ่มด้านการแพทย์ไทย พร้อมทั้งพัฒนาอุตสาหกรรมยา เพื่อลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ เนื่องจากร้อยละ 41 ของ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเป็นค่ายา
สำหรับที่ผ่านมาความสำเร็จด้านนวัตกรรมสาธารณสุข คือ
1.การมีอาสาสมัครสาธารณสุขกว่า 1.2 ล้านคน ช่วยให้ความรู้ประชาชนในการดูแลสุขภาพตนเอง  และจะพัฒนาต่อยอดให้มีอาสาสมัครประจำครอบครัวเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคน
2.จัดระบบการดูแลผู้สูงอายุ มีผู้จัดการสุขภาพ และผู้ดูแลสุขภาพในชุมชน จัด Primary Care Cluster (PCC) ดูแลโดยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว 3 ทีมต่อประชากร 30,000 คน จะขยายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
3.การจัดตั้งคลินิกชะลอไตเสื่อมครอบคลุมทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยใช้สหวิชาชีพดูแลเรื่องการออกกำลังกายและอาหาร
4.นวัตกรรมเพื่อลดการบาดเจ็บจากการจราจร ด้วยการจัดการฐานข้อมูล ชี้จุดเสี่ยง เพิ่มศักยภาพในการรักษาฉุกเฉินได้อย่างทันเวลา ตั้งศูนย์รองรับอุบัติเหตุฉุกเฉินทุกโรงพยาบาล และใช้สื่อออนไลน์ช่วยผู้ประสบภัยเข้าถึงบริการได้ทันเวลา
5.โครงการเด็กไทยสายตาดี ตรวจคัดกรองและมอบแว่นตาแก่เด็ก ป.1 ที่มีสายตาผิดปกติทั่วประเทศ รวมทั้งความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข สภากาชาดไทย และ 3 กองทุนสุขภาพ ผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา เป็นต้น 
คัดลอกที่มา hfocus


รพ.สต.ยุค ประเทศไทย 4.0 เรา Start up แล้วรึยัง ?




วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2559

ไวรัส ZIKA การรณรงค์ป้องกันโรคในชุมชน:รพ.สต.บ้านชวน


    1 กันยายน 2559 มีรายงานว่ามาเลเซียมีผู้ป่วยเป็นโรคไข้ไวรัสซิกา รายแรกเป็นเพศหญิง อายุ 58 ปี ในเมืองเกลัง รัฐสลังงอร์ หลังจากเดินทางไปประเทศสิงคโปร์ ในวันที่ 19-21 สิงหาคม 2559 และกลับมาป่วยในวันที่ 28 สิงหาคม 2559 และเข้ารับการรักษาตัวในวันที่ 30 สิงหาคม 2559
    วันที่ 5 กันยายน 2559 ประเทศสิงคโปร์ พบผู้ป่วยรวม 215 ราย และเป็นสายพันธ์เอเชีย
     สถานการณ์ในประเทศไทย พบว่าในเดือนกันยายน 25559 มีการระบาดในจังหวัด เชียงใหม่ จันทบุรี เพชรบูรณ์ และบึงกาฬ ในขณะที่กรุงเทพมหานครฯ กำลังดำเนินการควบคุมการระบาดของโรคอย่างเร่งด่วน  มาดูสกรูปพิเศษ จาก คมชัดลึกที่รวบรวมเนื้อหาไว้ดีมากกันครับ
  ไวรัสซิกา (Zika Virus-ZIKV) เป็นไวรัสชนิดใหม่ พบครั้งแรกประมาณ 50 กว่าปีที่แล้ว ในปี พ.ศ.2490 จากตัวลิงอาศัยในป่าชื่อ “ซิกา” ประเทศอูกันดา จากนั้นผ่านไปอีกกว่า 20 ปี เมื่อปี พ.ศ.2511 จึงพบว่าไวรัสตัวนี้เข้ามาอยู่ในตัวมนุษย์ คนไข้รายแรกของโลกเป็นชาวไนจีเรีย ไวรัสซิกาสืบสายมาจากตระกูลเฟลวิไวรัส (flavivirus) มียุงลายเป็นพาหะนำเชื้อสู่มนุษย์ เช่นเดียวกับ ไข้เหลือง ไข้เลือดออกเด็งกี ไข้สมองอักเสบเจอี ฯลฯ
          ปี 2558 รัฐบาล “บราซิล” เปิดเผยตัวเลขการระบาดของไวรัสซิกาในหลายพื่นที่ทั่วประเทศ จากรายงานผู้ติดเชื้อหลักหมื่นคน ตัวเลขพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งช่วงเดือนเมษายน 2559 บราซิลประกาศพบผู้ป่วยโรคไข้ซิกาแล้วกว่า 1 ล้านราย พร้อมกับรายงานที่ทำให้วงการแพทย์เด็กทั่วโลกตกตะลึง เนื่องจากพบทารกแรกเกิดมีศีรษะเล็ก เนื่องจากมารดาป่วยเป็นโรคซิการะหว่างตั้งครรภ์สูงเกือบ 4,000 ราย จากสถิติเฉลี่ยเพียงปีละไม่ถึง 200 ราย
          องค์การอนามัยโลกตัดสินใจประกาศให้ “ไวรัสซิกา” เป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ล่าสุดมีรายงานพบการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสซิกาแล้วประมาณ 70 ประเทศ บางประเทศเป็นพื้นที่ระบาดสีแดง โดยเฉพาะ สิงคโปร์ ที่กำลังระบาด ขึ้นบัญชีประเทศต้องเฝ้าระวังล่าสุดในเอเชีย หลังพบเชื้อซิกาในสิงคโปร์ครั้งแรกเพียงไม่ถึง 1 สัปดาห์
          วันที่ 27 สิงหาคม 2559 รัฐบาลสิงคโปร์แถลงข่าวพบผู้ติดเชื้อซิกา “รายแรก” จากนั้นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขสั่งให้สืบสวนย้อนกลับไปหาร่องรอยการแพร่กระจายของเชื้อซิกาอย่างละเอียดว่ามีผู้ติดเชื้อจำนวนมากน้อยเท่าไร ปรากฏว่าวันที่สองหรือ 28 สิงหาคม พบเพิ่มเป็น 42 คน วันที่สามพบอีก 84 คน วันที่สี่เพิ่มเป็น 105 คน ตัวเลขเพิ่มเรื่อยๆ จนกระทั่งวันที่ 2 กันยายน พบ 215 คน และ 6 กันยายน พบจำนวน 275 คน โดยมีการเฝ้าระวังหญิงตั้งครรภ์จำนวน 2 คน
          นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่ปี 2555-2558 ไทยมีรายงานผู้ป่วยไวรัสซิกา 2-5 ราย และสถานการณ์ของไทยแตกต่างจากสิงคโปร์ เนื่องจากพบผู้ป่วยซิกาในพื้นที่ 16 จังหวัดทั่วประเทศ แต่เป็นการพบเพียงไม่กี่สิบรายหรือเป็นร้อยรายในพื้นที่เดียวกันเหมือนของสิงคโปร์ และปัจจุบันทั่วประเทศไทยมีรายงานการพบไข้ซิกาเพียง 4 จังหวัดเท่านั้น ส่วนหญิงมีครรภ์ติดไข้ซิกาพบประมาณ 20-30 ราย กำลังเฝ้าติดตามว่า เมื่อคลอดทารกออกมาจะมีอาการเช่นไร ตอนนี้สิ่งที่ประชาชนควรระวังคือ ไทยกำลังจะเข้าสู่ฤดูฝน เป็นช่วงแพร่กระจายของยุงลาย ขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันจัดการแหล่งน้ำขัง แหล่งขยะ หญิงตั้งท้องต้องระวังเป็นพิเศษไม่ให้ยุงกัด
          วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 กระทรวงสาธารณสุขประกาศโรคติดเชื้อซิกาเป็นโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความตาม “พ.ร.บ.โรคติดต่อร้ายแรง” หากใครไม่แจ้งจะโดนโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท พร้อมมาตรการเฝ้าระวังประชากร 4 กลุ่ม 1.หญิงตั้งครรภ์ 2.ผู้ป่วยทั่วไป 3.ทารกที่มีความผิดปกติศีรษะเล็ก 4.กลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร (Guillain-Barre syndrome) หรือผู้ป่วยโรคทางระบบประสาทอักเสบ
          วันที่ 5 กันยายน 2559 “เบญทราย กียปัจจ์” ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และรองโฆษก กทม. ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงสถานการณ์ในประเทศไทยว่า จากต้นปี 2559 จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2559 พบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสซิกาสะสม 97 ราย ใน 16 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ สมุทรสาคร สมุทรปราการ ลำพูน หนองคาย อุดรธานี เพชรบูรณ์ ศรีสะเกษ ราชบุรี กระบี่ ภูเก็ต เชียงใหม่ จันทบุรี เพชรบูรณ์ และบึงกาฬ ส่วนจังหวัดที่พบผู้ป่วยรายใหม่และมีการเฝ้าระวังมี 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ จันทบุรี เพชรบูรณ์ และบึงกาฬ ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ 1 มกราคม-4 กันยายน 2559 พบ 8 ราย หายเป็นปกติแล้ว 6 ราย ส่วนอีก 2 ราย ยังต้องติดตามอาการและสถานการณ์ โดย 1 รายเป็นหญิงท้อง ปัจจุบันคลอดแล้ว ทารกแข็งแรงไม่พบความผิดปกติ แต่ก็ยังต้องติดตามต่อไป ส่วนอีก 1 ราย เป็นหญิงตั้งครรภ์ 18 สัปดาห์ ที่มีการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
          สุดท้ายกระทรวงสาธารณสุขจะมีนโยบายการให้ข่าวสารเพื่อรับมือกับ “ไวรัสซิกา” อย่างไร โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนที่ยุงลายจะมีจำนวนเพิ่มมากกว่าปกติ !
ที่มา คมชัดลึก http://www.komchadluek.net/news/scoop/241978

    14 กันยายน2559 วันหมออนามัยแห่งชาติ รพ.สต.บ้านชวน ขอรวมรณรงค์วันหมออนามัยแห่งชาติ ด้วยการชวนประชาชน อสม.รณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชน เรื่องไข้ไวรัสซิกา ซึ่งกำลังระบาดอยู่ในประเทศไทยขณะนี้
       


ถ้าเกิดการระบาดในพื้นที่ รพ.สต. สามารถศึกษาข้อมูลการควบคุมการระบาดได้ที่

หรือ







วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2559

โครงการแก้ไขปัญหาสุขภาพฟันเด็ก 0-2 ปี ; รพ.สต.บ้านชวน รุก เร่ง รีบ แก้ไขปัญหาเด็กฟันผู

โครงการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันฟันผุ เด็ก 0-2 ปี ; โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านชวน ได้จัดอบรมแก้ไขปัญหาฟันผูในเด็กแรกเกิด ถึง 2 ปี วันที่ 24 สิงหาคม 2559 ณ.ห้องประชุมสำนักงานสาธารณสุขอำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ
     ปัจจุบันเด็กไทยมีปัญหาฟันผุ โรคในช่องปากจำนวนมาก ส่วนหนึ่งเกิดจากการระเลยของผู้ปกครองในการดูแลและกำชับการแปรงฟันในเด็ก จนรุกรามทำให้ฟันน้ำนมผุก่อนเวลา กระทรวงสาธารณสุขจึงเน้นที่การป้องกันฟันผุ โดยส่งเสริมให้ประชาชนทุกกลุ่มวัย แปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ โดยใช้สูตร 2 : 2 : 2 คือ แปรงอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้าและก่อนนอน เพื่อลดเชื้อคราบจุลินทรีย์สะสมในช่องปาก เพราะหากไม่แปรงฟันจะทำให้คราบจุลินทรีย์สะสมหนาขึ้นเรื่อยๆ ช่องปากสกปรก มีภาวะเป็นกรด ไปกัดผิวฟัน ทำให้ฟันผุเร็วและเหงือกอักเสบ  แปรงฟันให้ทั่วทุกซี่ทุกด้านนาน 2 นาที และไม่รับประทานอาหารหลังแปรงฟันอย่างน้อย 2 ชั่วโมง โดยเฉพาะอาหารที่มีแป้งและน้ำตาล เนื่องจากจะทำให้คราบจุลินทรีย์ในปากเพิ่มขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว ทำให้ความเป็นกรดในปากเพิ่มขึ้น เป็นอันตรายต่อเหงือกและฟัน
     โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านชวน ได้รับงบประมาณจาก เทศบาลและ อบต.บ้านชวนในการแก้ไขปัญหาสุขภาพช่องปากในเด็ก 0-2 ปี ซึ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคฟันผุ ตามแนวทาง รุก เร่ง รีบ คือ
    รุก เป็นการค้นหากลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ คือ เด็ก 0-2 ปี และผู้ปกครองหรือส่วนใหญ่จะเป็นคุณตา คุณยาย คุณปู คุณย่า และคุณพ่อ คุณแม่ ที่สำคัญเราพบว่าปัญหาเกิดจากผู้ดูแลหรือผู้ปกครองจะตามใจเด็กไม่มีวิธีแนวทางที่กระตุ้นให้เด็กๆรักการแปรฟัน
    รีบ เป็นเรื่องที่รีบทำมากๆก่อนที่ฟันเด็กจะผุไปมากกว่าเดิม ด้วยการให้ความรู้ผู้ปกครอง ผู้ดูแล แจกแปรงและยาสีฟันผสมฟูออไรด์ สาธิตและสอนการแปรงฟันที่ถูกวิธีให้กลุ่มเป้าหมาย
    เร่ง เป็นการเร่งดำเนินการในเชิงระบบ ด้วยการอาศับภาคีเครือข่าย ได้แก่ อบต.,เทศบาล อสม.,ผู้ปกครอง ครูเด็กเล็ก เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพช่องปากในพื้นที่
    งานนี้ผู้รับผิดชอบโครงการหวังเป็นอย่างยิ่งว่าอนาคตเด็กๆจะมีสุขภาพฟันดีแข็งแรง และเป็นอนาคตของชาติที่มีคุณภาพ

















วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2559

พัฒนาบุคลากร พัฒนาองค์กร : War room

     การประชุม War room เป็นเทคนิกการประชุมกลุ่มแบบง่ายและใช้เวลาไม่นาน 15 - 30 นาที การประชุมรูปแบบนี้ รพ.สต.บ้านชวนนำมาใช้ในการพัฒนาองค์กรอย่างมาก เป็นการสื่อสารสองทาง ระหว่างผู้นำองค์กร (ผู้นำกับผู้บริหาร 2 คำนี้มีความแตกต่างกัน) กับทีมงาน เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนหรือปรึกษาหารือการดำเนินงานทั้งงานประจำและงานไฮไลท์ต่างๆ
    วันนี้เราก็มีการประชุม War room เหมือนเช่นเคย มีการแนะนำบุคลากรคนใหม่ที่ย้ายมาช่วยราชการจากโรงพยาบาลบำเหน็จณรงค์ พี่กัญญ์วรา เพชรวิเศษอุดม มีการแนะนำตัวทักทายกันพอสมควร เพราะเราคุ้นเคยกันดี ต้องขอขอบคุณ CUP บำเหน็จณรงค์ ที่ได้ส่งคนเก่ง คนขยันมาช่วยงานเราให้พัฒนาได้ไกลยิ่งขึ้นครับ
    หลังจากนั้นเราก็เปิดประเด็นงานที่ต้องใช้พลังมวลชนในการแก้ไขปัญหา งานประจำที่ทำแล้วทำอีก แก้ไขทุกปีก็มีการระบาดเช่นเคย " โรคไข้เลือดออก " ให้ นักวิชาการสาธารณสุข ผู้รับผิดชอบงาน นำเสนอความก้าวหน้า ผลงาน ผลการสำรวจค่า HI และCI  สรุปได้ว่า ค่า HI ยังพบที่บ้านหลังเดิม ครัวเรือนเดิมเป็นส่วนใหญ่ และบอกเราว่า เมื่อวานก็ล้างโอ่งแล้วนะคว่ำแล้วนะ ลูกน้ำมาได้งัย แต่เราก็ดีใจที่ มีการรับปากเราว่า เย็นนี้จะจัดการให้เรียบร้อย เราก็ชื่นชมและขอบคุณเจ้าบ้านที่ยังเห็นใจเราและทีม อสม.ที่ออกพื้นที่ (เมื่อก่อน เราจะคันมือคันปากและจัดการ เท ล้างฯ แต่ปัจจุบันเราพบว่า ถ้าเราทำแบบนี้จะเป็นแนวทางที่ยังยืนคือ รอหมอและ อสม.มาทำให้) แบบนี้ต้องปรับเปลี่ยน .....ใช่หรือไม่....
     สรุปตบท้ายด้วยการ เตรียมงานรณรงค์การออกเสียงประชามติ วันที่ 7 สิงหาคม 2559 ...ปิดการประชุม


การประชุม War room แบบง่ายๆ

ยินดีต้อนรับ บุคลากร นักพัฒนา...
พี่กัญญ์วรา เพชรวิเศษอุดม....

วันนี้เราก็เตรียมงาน รณรงค์การออกเสียงประชามติ....รักประชาธิปไตย รักการเลือกตั้ง..
สวัสดีครับ


วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

สำรวจลูกน้ำยุงลาย ป้องกันโรคไข้เลือดออก:อสม.บ้านชวน

ไข้เลือดออกมีความสัมพันธ์กับจำนวนลูกน้ำยุงลาย ถ้าหมู่บ้านไหนมีผลสำรวจพบว่า สำรวจ 100 หลังคาเรือน  พบบ้านที่มีลูกน้ำในบ้าน มากกว่า 10 หลัง แสดงว่าหมู่บ้านนั้นมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคไข้เลือดออก (HI>10) ผลจาการรายงานของ อสม.ในช่วงต้นเดือน มีจำนวนค่า HI>10 เกือบทุกหมู่บ้าน ในพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจาก การรองน้ำฝนไว้รดต้นไม้ ไว้ใช้ในบ้าน ซึ่งหน้าฝนหลายๆครัวเรือนจะไม่ค่อยมีการปิดฝาโอ่ง ทำให้มีลูกน้ำมากในช่วงนี้
  เพื่อควบคุมโรคไข้เลือดออกแบบง่ายๆด้วยการกำจัดลูกน้ำยุงลาย จะได้ไม่เป็นยุงมากัดชาวบ้าน อสม.บ้านชวน ในพื้นที่ของ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านชวน ได้ทำกิจกรรมรณรงค์ไขว้หมู่บ้านในการสำรวจลูกน้ำยุงลาย เพื่อป้องกันการเกิดโรคในพื้นที่ ดังภาพ




ทีมงาน ประชุมวางแผนการดำเนินงานป้องกันการระบาดของโรคหากลยุทธ์ร่วมกัน


โอ่งเล็กๆเบาๆ...แต่ลูกน้ำเพรียบ...




กิจกรรมเดินสำรวจและรณรงค์ 5ป 1ข หน้าอำเภอและตลาดสด


มอบหัวใจให้เลย ท่านปลอดลูกน้ำยุงลาย


อสม.หยุดพักเก็บภาพทรงจำ ที่ศาลพระฤทธิฤชา ขอพรสิ่งศักดิ์ประจำบ้านประจำเมือง แล้วลุยต่อ

งานนี้เทศบาลตำบลบำเหน็จณรงค์ ก็มาร่วมด้วยแถมเอาทรายอะเบทมาให้..ดีๆ


ถ้าร้านนี้เปิดขายสงสัยเกลี้ยงชาม เพราะเมื่อยแล้ว..พักแป๊ป














อยากบอกว่า ...คุณเจ๋งมาก  อสม.ที่รัก

สัพเพสัตตา อะเวรา โหนตุ...


ท่านพระภูมิขา ขออนุญาตล้างโอ่งท่านนะคะ

เห็นเลขอะไรป้า..งวดนี้แน่ๆ


สาธุ  สามตัวจังๆ


ช่วงนี้เป็นช่วงที่เราต้องระวังสุดๆครับ เพราะลูกน้ำกับน้ำฝนเป็นอะไรที่ลงตัว และที่สำคัญหลายๆบ้านอยากประหยัดค่าน้ำประปากัน ทำให้พบลูกน้ำจำนวนมากในช่วงต้นฝนนี้...
อสม.บ้านชวนก็ไม่ย่อท้อ..ในการทำงาน
ผมและทีมงานเจ้าหน้าที่ รพ.สต.บ้านชวน ขอขอบพระคุณ พ่อแม่พี่น้อง อสม.ทุกท่านที่ได้ทุ่มเทกำลังกายกำลังใจในการทำงานอย่างมากในครั้งนี้ ครับ