แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รพ.สต. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รพ.สต. แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ปราบไข้เลือดออกบอก อสม.:ใครไม่ทำ อสม.ทำเอง

ไข้เลือดออกระบาดทั้งปี ช่วงฤดูฝนนี้คงเกิดในพื้นที่ รพ.สต.บ้านชวน แน่นอน เพราะจากการสุ่มสำรวจค่าดัชนีลูกน้ำทุกหมู่บ้านมีค่าเกินมาตรฐาน คือ HI>10 ที่สำคัญชาวบ้านมาบอกถึง รพ.สต.ว่า หมอที่บ้านยุงเยอะแทะ (เยอะมากๆ..สำนวนคนบ้านชวนจะออกภาษาโคราชครับ)
    รพ.สต.บ้านชวน เปิดประชุม เชิญ ประธาน อสม.ประชุมเร่งด่วนทันที  ประชุมสรุปว่า อสม.ต้องลุยเองเป็นหลัก ไม่งั้นระบาดหนักแน่ๆ...
    จัดทำแผน ทันที ได้แก่
    1.แผนสำรวจ รณรงค์ทำลายแหล่งเพาะพันธู์ยุงลายไขว้หมู่บ้าน
    2. แผน จนท.ประจำหมู่บ้านลงสุ่มหมู่บ้านที่ตนเองรับผิดชอบ งานนี้ ทันตาภิบาลคุณหมอหอมได้โอกาสลงพื้นที่หมู่บ้านหลุง (ควบคุมโรคไข้เลือดออกจพ.ทันตะก็ทำได้ชิวๆๆ)
    3.ประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านทราบผ่านเสียงตามสายเทศบาลและหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน
    4.สรุปผล ให้ ทีม อสม.แต่ละหมู่บ้านสรุปผลการดำเนินงานและรายงานผลหน้าห้องประชุมในวันประชุม 
    5.ติดตามผล และให้ความรู้ อสม.ตามมาตรการ 3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค มาตรการ 331 พอแล้วครับแค่นี้ อสม.ผมเป็นชาวบ้านเอาแค่นี้พอ 
































     สถานการณ์ระดับประเทศ พบว่าตั้งแต่ มกราคม- 31 พฤษภาคม 60 มีผู้ป่วยไข้เลือดออก 11,797 ราย เสียชีวิต 21 ราย จังหวัดชัยภูมิ มีผู้ป่วย 41 ราย คิดเป็น 3.60 ต่อแสนประชากร กลุ่มที่พบมากที่สุดคือ อายุ 5-9 ปี อำเภอบำเหน็จณรงค์มีผู้ป่วยตั้งแต่ต้นปี 1 รายเป็นผู้ป่วยตำบลบ้านชวน อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ
   งานรณรงค์ครั้งนี้ต้องขอขอบคุณ อสม.มือปราบไข้เลือดออก เป็นอย่างมากในการทุ่มเทแรงกายแรงใจในการปฏิบัติงานด้วยความตั้งใจ และเสียสละเพื่อพี่น้องเพื่อชาวบ้าน...ครับ


วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2559

ไวรัส ZIKA การรณรงค์ป้องกันโรคในชุมชน:รพ.สต.บ้านชวน


    1 กันยายน 2559 มีรายงานว่ามาเลเซียมีผู้ป่วยเป็นโรคไข้ไวรัสซิกา รายแรกเป็นเพศหญิง อายุ 58 ปี ในเมืองเกลัง รัฐสลังงอร์ หลังจากเดินทางไปประเทศสิงคโปร์ ในวันที่ 19-21 สิงหาคม 2559 และกลับมาป่วยในวันที่ 28 สิงหาคม 2559 และเข้ารับการรักษาตัวในวันที่ 30 สิงหาคม 2559
    วันที่ 5 กันยายน 2559 ประเทศสิงคโปร์ พบผู้ป่วยรวม 215 ราย และเป็นสายพันธ์เอเชีย
     สถานการณ์ในประเทศไทย พบว่าในเดือนกันยายน 25559 มีการระบาดในจังหวัด เชียงใหม่ จันทบุรี เพชรบูรณ์ และบึงกาฬ ในขณะที่กรุงเทพมหานครฯ กำลังดำเนินการควบคุมการระบาดของโรคอย่างเร่งด่วน  มาดูสกรูปพิเศษ จาก คมชัดลึกที่รวบรวมเนื้อหาไว้ดีมากกันครับ
  ไวรัสซิกา (Zika Virus-ZIKV) เป็นไวรัสชนิดใหม่ พบครั้งแรกประมาณ 50 กว่าปีที่แล้ว ในปี พ.ศ.2490 จากตัวลิงอาศัยในป่าชื่อ ซิกาประเทศอูกันดา จากนั้นผ่านไปอีกกว่า 20 ปี เมื่อปี พ.ศ.2511 จึงพบว่าไวรัสตัวนี้เข้ามาอยู่ในตัวมนุษย์ คนไข้รายแรกของโลกเป็นชาวไนจีเรีย ไวรัสซิกาสืบสายมาจากตระกูลเฟลวิไวรัส (flavivirus) มียุงลายเป็นพาหะนำเชื้อสู่มนุษย์ เช่นเดียวกับ ไข้เหลือง ไข้เลือดออกเด็งกี ไข้สมองอักเสบเจอี ฯลฯ
          ปี 2558 รัฐบาล บราซิลเปิดเผยตัวเลขการระบาดของไวรัสซิกาในหลายพื่นที่ทั่วประเทศ จากรายงานผู้ติดเชื้อหลักหมื่นคน ตัวเลขพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งช่วงเดือนเมษายน 2559 บราซิลประกาศพบผู้ป่วยโรคไข้ซิกาแล้วกว่า 1 ล้านราย พร้อมกับรายงานที่ทำให้วงการแพทย์เด็กทั่วโลกตกตะลึง เนื่องจากพบทารกแรกเกิดมีศีรษะเล็ก เนื่องจากมารดาป่วยเป็นโรคซิการะหว่างตั้งครรภ์สูงเกือบ 4,000 ราย จากสถิติเฉลี่ยเพียงปีละไม่ถึง 200 ราย
          องค์การอนามัยโลกตัดสินใจประกาศให้ ไวรัสซิกาเป็น ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ล่าสุดมีรายงานพบการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสซิกาแล้วประมาณ 70 ประเทศ บางประเทศเป็นพื้นที่ระบาดสีแดง โดยเฉพาะ สิงคโปร์ ที่กำลังระบาด ขึ้นบัญชีประเทศต้องเฝ้าระวังล่าสุดในเอเชีย หลังพบเชื้อซิกาในสิงคโปร์ครั้งแรกเพียงไม่ถึง 1 สัปดาห์
          วันที่ 27 สิงหาคม 2559 รัฐบาลสิงคโปร์แถลงข่าวพบผู้ติดเชื้อซิกา รายแรกจากนั้นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขสั่งให้สืบสวนย้อนกลับไปหาร่องรอยการแพร่กระจายของเชื้อซิกาอย่างละเอียดว่ามีผู้ติดเชื้อจำนวนมากน้อยเท่าไร ปรากฏว่าวันที่สองหรือ 28 สิงหาคม พบเพิ่มเป็น 42 คน วันที่สามพบอีก 84 คน วันที่สี่เพิ่มเป็น 105 คน ตัวเลขเพิ่มเรื่อยๆ จนกระทั่งวันที่ 2 กันยายน พบ 215 คน และ 6 กันยายน พบจำนวน 275 คน โดยมีการเฝ้าระวังหญิงตั้งครรภ์จำนวน 2 คน
          นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่ปี 2555-2558 ไทยมีรายงานผู้ป่วยไวรัสซิกา 2-5 ราย และสถานการณ์ของไทยแตกต่างจากสิงคโปร์ เนื่องจากพบผู้ป่วยซิกาในพื้นที่ 16 จังหวัดทั่วประเทศ แต่เป็นการพบเพียงไม่กี่สิบรายหรือเป็นร้อยรายในพื้นที่เดียวกันเหมือนของสิงคโปร์ และปัจจุบันทั่วประเทศไทยมีรายงานการพบไข้ซิกาเพียง 4 จังหวัดเท่านั้น ส่วนหญิงมีครรภ์ติดไข้ซิกาพบประมาณ 20-30 ราย กำลังเฝ้าติดตามว่า เมื่อคลอดทารกออกมาจะมีอาการเช่นไร ตอนนี้สิ่งที่ประชาชนควรระวังคือ ไทยกำลังจะเข้าสู่ฤดูฝน เป็นช่วงแพร่กระจายของยุงลาย ขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันจัดการแหล่งน้ำขัง แหล่งขยะ หญิงตั้งท้องต้องระวังเป็นพิเศษไม่ให้ยุงกัด
          วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 กระทรวงสาธารณสุขประกาศโรคติดเชื้อซิกาเป็นโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อร้ายแรงหากใครไม่แจ้งจะโดนโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท พร้อมมาตรการเฝ้าระวังประชากร 4 กลุ่ม 1.หญิงตั้งครรภ์ 2.ผู้ป่วยทั่วไป 3.ทารกที่มีความผิดปกติศีรษะเล็ก 4.กลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร (Guillain-Barre syndrome) หรือผู้ป่วยโรคทางระบบประสาทอักเสบ
          วันที่ 5 กันยายน 2559 “เบญทราย กียปัจจ์ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และรองโฆษก กทม. ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงสถานการณ์ในประเทศไทยว่า จากต้นปี 2559 จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2559 พบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสซิกาสะสม 97 ราย ใน 16 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ สมุทรสาคร สมุทรปราการ ลำพูน หนองคาย อุดรธานี เพชรบูรณ์ ศรีสะเกษ ราชบุรี กระบี่ ภูเก็ต เชียงใหม่ จันทบุรี เพชรบูรณ์ และบึงกาฬ ส่วนจังหวัดที่พบผู้ป่วยรายใหม่และมีการเฝ้าระวังมี 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ จันทบุรี เพชรบูรณ์ และบึงกาฬ ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ 1 มกราคม-4 กันยายน 2559 พบ 8 ราย หายเป็นปกติแล้ว 6 ราย ส่วนอีก 2 ราย ยังต้องติดตามอาการและสถานการณ์ โดย 1 รายเป็นหญิงท้อง ปัจจุบันคลอดแล้ว ทารกแข็งแรงไม่พบความผิดปกติ แต่ก็ยังต้องติดตามต่อไป ส่วนอีก 1 ราย เป็นหญิงตั้งครรภ์ 18 สัปดาห์ ที่มีการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
          สุดท้ายกระทรวงสาธารณสุขจะมีนโยบายการให้ข่าวสารเพื่อรับมือกับ ไวรัสซิกาอย่างไร โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนที่ยุงลายจะมีจำนวนเพิ่มมากกว่าปกติ !
ที่มา คมชัดลึก http://www.komchadluek.net/news/scoop/241978

    14 กันยายน2559 วันหมออนามัยแห่งชาติ รพ.สต.บ้านชวน ขอรวมรณรงค์วันหมออนามัยแห่งชาติ ด้วยการชวนประชาชน อสม.รณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชน เรื่องไข้ไวรัสซิกา ซึ่งกำลังระบาดอยู่ในประเทศไทยขณะนี้
       


ถ้าเกิดการระบาดในพื้นที่ รพ.สต. สามารถศึกษาข้อมูลการควบคุมการระบาดได้ที่

หรือ







วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

สำรวจลูกน้ำยุงลาย ป้องกันโรคไข้เลือดออก:อสม.บ้านชวน

ไข้เลือดออกมีความสัมพันธ์กับจำนวนลูกน้ำยุงลาย ถ้าหมู่บ้านไหนมีผลสำรวจพบว่า สำรวจ 100 หลังคาเรือน  พบบ้านที่มีลูกน้ำในบ้าน มากกว่า 10 หลัง แสดงว่าหมู่บ้านนั้นมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคไข้เลือดออก (HI>10) ผลจาการรายงานของ อสม.ในช่วงต้นเดือน มีจำนวนค่า HI>10 เกือบทุกหมู่บ้าน ในพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจาก การรองน้ำฝนไว้รดต้นไม้ ไว้ใช้ในบ้าน ซึ่งหน้าฝนหลายๆครัวเรือนจะไม่ค่อยมีการปิดฝาโอ่ง ทำให้มีลูกน้ำมากในช่วงนี้
  เพื่อควบคุมโรคไข้เลือดออกแบบง่ายๆด้วยการกำจัดลูกน้ำยุงลาย จะได้ไม่เป็นยุงมากัดชาวบ้าน อสม.บ้านชวน ในพื้นที่ของ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านชวน ได้ทำกิจกรรมรณรงค์ไขว้หมู่บ้านในการสำรวจลูกน้ำยุงลาย เพื่อป้องกันการเกิดโรคในพื้นที่ ดังภาพ




ทีมงาน ประชุมวางแผนการดำเนินงานป้องกันการระบาดของโรคหากลยุทธ์ร่วมกัน


โอ่งเล็กๆเบาๆ...แต่ลูกน้ำเพรียบ...




กิจกรรมเดินสำรวจและรณรงค์ 5ป 1ข หน้าอำเภอและตลาดสด


มอบหัวใจให้เลย ท่านปลอดลูกน้ำยุงลาย


อสม.หยุดพักเก็บภาพทรงจำ ที่ศาลพระฤทธิฤชา ขอพรสิ่งศักดิ์ประจำบ้านประจำเมือง แล้วลุยต่อ

งานนี้เทศบาลตำบลบำเหน็จณรงค์ ก็มาร่วมด้วยแถมเอาทรายอะเบทมาให้..ดีๆ


ถ้าร้านนี้เปิดขายสงสัยเกลี้ยงชาม เพราะเมื่อยแล้ว..พักแป๊ป














อยากบอกว่า ...คุณเจ๋งมาก  อสม.ที่รัก

สัพเพสัตตา อะเวรา โหนตุ...


ท่านพระภูมิขา ขออนุญาตล้างโอ่งท่านนะคะ

เห็นเลขอะไรป้า..งวดนี้แน่ๆ


สาธุ  สามตัวจังๆ


ช่วงนี้เป็นช่วงที่เราต้องระวังสุดๆครับ เพราะลูกน้ำกับน้ำฝนเป็นอะไรที่ลงตัว และที่สำคัญหลายๆบ้านอยากประหยัดค่าน้ำประปากัน ทำให้พบลูกน้ำจำนวนมากในช่วงต้นฝนนี้...
อสม.บ้านชวนก็ไม่ย่อท้อ..ในการทำงาน
ผมและทีมงานเจ้าหน้าที่ รพ.สต.บ้านชวน ขอขอบพระคุณ พ่อแม่พี่น้อง อสม.ทุกท่านที่ได้ทุ่มเทกำลังกายกำลังใจในการทำงานอย่างมากในครั้งนี้ ครับ